ในโลกของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอาหาร ยา อิเล็กทรอนิกส์ หรือคลังสินค้า ปัญหาความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า เครื่องจักร และมาตรฐานการผลิต การลงทุนติดตั้งเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการมักสงสัย คือจะเลือกขนาดเครื่องปรับลดความชื้นอย่างไรให้เหมาะสม?
หากเลือกเครื่องปรับลดความชื้นผิดขนาด ไม่ว่าจะเล็กเกินไปหรือใหญ่เกินความจำเป็น ต่างส่งผลเสียต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจได้ เช่น ควบคุมความชื้นไม่ได้จริง หรือสิ้นเปลืองพลังงานโดยไม่จำเป็น บทความนี้บริษัท สยาม เซมิตซึ จำกัด จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ทำไมการคำนวณขนาดของเครื่องปรับลดความชื้นให้แม่นยำจึงสำคัญ วิธีการคำนวณที่ถูกต้อง และข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรมให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
ทำไมต้องคำนวณขนาดเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรมอย่างแม่นยำ?
หลายโรงงานหรือคลังสินค้าอาจเลือกซื้อเครื่องปรับลดความชื้นตามขนาดที่คิดว่าน่าจะพอใช้ หรืออ้างอิงจากเครื่องรุ่นเดิมที่เคยใช้ในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ในความจริงแล้ว การเลือกเครื่องปรับลดความชื้นขนาดที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบได้หลายอย่าง เช่น
- เครื่องปรับลดความชื้นเล็กเกินไป: ทำงานหนัก ลดความชื้นไม่ทัน ความชื้นยังคงสะสม
- เครื่องปรับลดความชื้นใหญ่เกินไป: สิ้นเปลืองไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
- RH ไม่เสถียร: ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า เช่น อาหารขึ้นรา วัสดุขึ้นสนิม หรือแผงวงจรเสียหาย
- ระบบอัตโนมัติล้มเหลว: เครื่องปรับลดความชื้นบางรุ่นจะไม่สามารถควบคุมความชื้นได้ตามเป้าหมายหากเลือกขนาดผิด
ดังนั้น การคำนวณขนาดเครื่องปรับลดความชื้นที่แม่นยำจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืน
ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกขนาดเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรม
ก่อนเข้าสู่การคำนวณ เราต้องเก็บข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ใช้งานให้ครบถ้วนก่อน โดยมี 5 ปัจจัยหลัก ดังนี้
- ขนาดพื้นที่ (ลูกบาศก์เมตร): การคำนวณขนาดพื้นที่ไม่ใช่แค่ กว้าง x ยาว เท่านั้น แต่ต้องคิดเป็นปริมาตรของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งต้องคูณความสูงของพื้นที่เข้าไปด้วย
- ค่าความชื้นสัมพัทธ์ปัจจุบัน (RH ปัจจุบัน): ใช้เครื่องวัดความชื้นสัมพัทธ์ (Hygrometer) ตรวจสอบความชื้นในพื้นที่ก่อนติดตั้งเครื่องปรับลดความชื้น เพื่อทราบระดับ RH ที่ต้องลดลง
- ค่าความชื้นเป้าหมาย (Target RH): ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าหรือกิจกรรม เช่น อาหารแห้ง: RH ประมาณ 40 ถึง 50% ยาและเวชภัณฑ์: RH 30 ถึง 50% อิเล็กทรอนิกส์: RH 35 ถึง 55% หรือเอกสาร หนังสือ: RH 40 ถึง 60% เป็นต้น
- ประเภทของอุตสาหกรรม: บางพื้นที่มีความชื้นสูงจากแหล่งกำเนิด เช่น เตาน้ำร้อน หม้อไอน้ำ หรือกิจกรรมซักล้าง ฯลฯ ต้องพิจารณาร่วมด้วย
- การถ่ายเทอากาศ: พื้นที่ที่เปิดโล่งหรือมีการเข้าออกบ่อย เช่น คลังสินค้า อาจต้องใช้เครื่องปรับลดความชื้นที่มีความสามารถมากกว่า เพื่อชดเชยความชื้นที่เข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง
วิธีคำนวณขนาดเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรม (ลิตร/วัน)
โดยทั่วไป ขนาดของเครื่องปรับลดความชื้นจะระบุเป็น ลิตร/วัน ซึ่งหมายถึงปริมาณน้ำที่เครื่องสามารถดึงออกจากอากาศได้ต่อวัน ซึ่งวิธีคำนวณเบื้องต้น (แบบประมาณค่า) สามารถคำนวณได้โดยการนำขนาดพื้นที่ (ลบ.ม.) x ค่าโหลดความชื้น x ปัจจัยชดเชย ÷ 1000 = ลิตร/วัน ก็จะขนาดเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรมที่เหมาะสม
- ค่าโหลดความชื้น: ความแตกต่างระหว่าง RH ปัจจุบันกับ RH เป้าหมาย
- ปัจจัยชดเชย: ประมาณ 1.2 ถึง 1.5 สำหรับพื้นที่เปิด หรือมีแหล่งความชื้นภายใน
คำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรม
- เลือกเครื่องปรับลดความชื้นที่มีขนาดสูงกว่าคำนวณเล็กน้อย เพื่อเผื่อโหลดงาน ยิ่งใช้งานในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ถือว่าสำคัญมาก ๆ
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและการระบายความร้อนของทั้งระบบภายในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงเจาะลึกในแต่ละภาคส่วนที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับลดความชื้นไว้ใช้งาน
- พิจารณาบริการหลังการขายของผู้ให้บริการเครื่องปรับลดความชื้นแต่ละเจ้า เช่น อะไหล่และการรับประกัน
- ใช้เครื่องปรับลดความชื้นหลายเครื่องแทนเครื่องขนาดใหญ่เครื่องเดียว เพื่อความยืดหยุ่น อีกทั้งจะช่วยให้คุณวางแผนระบบต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
การเลือกเครื่องลดความชื้นอุตสาหกรรมให้เหมาะกับพื้นที่ไม่ใช่แค่ซื้อตามขนาดคร่าว ๆ แต่ต้องอิงกับการคำนวณที่แม่นยำ เพื่อให้สามารถควบคุมความชื้นได้อย่างเสถียร ป้องกันความเสียหาย และประหยัดต้นทุนในระยะยาว หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องปรับลดความชื้นอุตสาหกรรม เพื่อเลือกขนาดที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะการลงทุนที่แม่นยำ จะช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนในระยะยาวได้จริง หากใครที่ยังไม่ทราบจะปรึกษาท่านใด สามารถสอบถามทีมงานของบริษัท สยาม เซมิตซึ จำกัด ได้ฟรี โทร. 082–721–5566
